Category Archives: การศึกษา

วิธีการเลือกบริการจุฬาติวเตอร์ที่เหมาะสมกับคุณ

จุฬาติวเตอร์ที่มีประสบการณ์ควรไม่เพียงคำนึงถึงความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนและความรู้เฉพาะเรื่องเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย มากมักจะเป็นอุปสรรคต่อการทำความเข้าใจคณิตศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเนื่องมาจากความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคล แต่เนืองจากสภาพจิตใจและอารมณ์ของบุคคลในปัจจุบัน นักเรียนอาจมีสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านที่ทำงานหรืออยู่ในความสัมพันธ์ซึ่งอาจทำให้เกิดอุปสรรคสำคัญในการเรียนรู้

เขาหรือเธอจะอยู่กับจุฬาติวเตอร์ของพวกเขา

ในระหว่างช่วงเวลาการสอนและแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ครูสอนกำลังพยายามอธิบายนักเรียนกำลังมีส่วนร่วมในความคิดเกี่ยวกับปัญหาของตน นี้อาจทำให้เกิดการขาดดุลความสนใจไม่สามารถที่จะมุ่งเน้นและขาดความปรารถนาที่จะเรียนรู้หรือฟังครูสอนพิเศษ ถ้าต้องเรียนกับครูสอนพิเศษในระยะยาวครูสอนพิเศษหรือ บริษัท จุฬาติวเตอร์ที่ดีควรพยายามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ในการพิจารณาและจัดทำบทเรียนการสอนด้วยข้อมูลเหล่านี้

ความสามารถในการรับประกันผลงานของคุณเป็นเรื่องใหญ่

จุฬาติวเตอร์บริษัท สอนพิเศษที่มีประสบการณ์หลังจากใช้เวลาเรียนสองสามชั่วโมงกับนักเรียนและทำการประเมินที่จำเป็นควรบอกจำนวนเซสชันที่นักเรียนต้องการเพื่อทำผลงานได้ดีในหลักสูตรหรือสอบผ่าน ผู้สอนควรจะสามารถรับประกันได้ว่านักเรียนจะทำผลงานได้ดีในหลักสูตรหรือในการสอบ (โดยมีเงื่อนไขว่านักเรียนทำผลงานทั้งหมดที่มอบหมายให้เขาและร่วมมือกับครูสอนพิเศษของเขา)

มีหลายกรณีที่ครอบครัวหรือบุคคล

ซื้อแพคเกจการสอนที่มีขนาดใหญ่สำหรับตัวเองหรือครอบครัวของพวกเขาผ่านช่วงการสอนทำทุกงานที่จำเป็นและจากนั้นไม่ได้จบลงด้วยการทำดีในหลักสูตรของตนนี้เป็นผิดจรรยาบรรณเพราะ บริษัท สอนควรใช้มาตรการบางอย่างของ ความรับผิดชอบเพื่อให้สามารถรับประกันผลลัพธ์สุดท้ายในการปฏิบัติงานได้หากเป็นกรณีดังกล่าวคุณควรติดต่อบริษัท

และขอเงินกลับอย่างไรก็ตามหากคุณหรือบุตรหลานของคุณใช้เวลากับครูสอนพิเศษที่ดีซึ่งได้ทำทุกอย่าง ทำงานจากปลายของเขาหรือเธอและคุณหรือบุตรหลานของคุณไม่ได้มีส่วนร่วมหรือทำงานที่จำเป็นแล้วความล้มเหลวของคุณไม่ควรจะเป็นความรับผิดชอบของ จุฬาติวเตอร์ในเวลาเดียวกันถ้า บริษัท หรือครูสอนพิเศษแจ้งให้นักเรียนที่ไม่ได้เป็น

ในการเรียนรู้สถานการณ์นี้ควรจะ ทันทีและความพยายามต่อไปควรจะทำเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์รอบ หลังจากดำเนินการนี้แล้วหากไม่มีความปรารถนาที่จะดำเนินการต่อในตอนท้ายของการศึกษานักเรียนควรยกเลิกการประชุมทั้งหมด มี บริษัท สอนการสอนจำนวนมากที่ใช้ประโยชน์จากนักเรียนดังกล่าว ตัวอย่างเช่นผู้ที่ไม่สนใจการเข้ารับการสอน แต่ถูกบังคับให้เข้าเรียนโดยพ่อแม่ มีน้อยหรือไม่มีประโยชน์จากการประชุมดังกล่าว

ติวสอบราชการพร้อมเทคนิคเฉพาะและสูตรลับทางจิตวิทยาขั้นสูง

ฉันแน่ใจว่าเราทุกคนสามารถจำได้ว่าได้รับการติวสอบราชการเครียดบางครั้งในชีวิตของเรา ในขณะที่การสอบส่วนใหญ่ที่เราทำคือตอนที่เรากำลังเรียนอยู่ในวัยเรียนพวกเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่ในเวลานี้ในชีวิตของเรา อาจมีการติวสอบราชการเพื่อรับคุณวุฒิการทำงานชั้นเรียนตอนกลางคืนและแน่นอนไม่ลืมการทดสอบขับรถด้วยการสอบเป็นลายลักษณ์อักษรและการติวสอบราชการปฏิบัติ

เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พวกเราส่วนใหญ่รู้สึกเครียดเมื่อนั่งติวสอบราชการแบบใด หลังจากทั้งหมดนี้เป็นความตื่นเต้นตื่นเต้นนี้ที่ช่วยให้เราแจ้งเตือนในขณะที่เราอยู่นอกเขตความสะดวกสบายของเราและสามารถกระตุ้นให้เรามีอำนาจที่จะผ่านการติวสอบราชการ ในขณะที่ความเครียดที่มากเกินไปอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามนำไปสู่ความเครียดความคิดที่ไม่ชัดเจนและอาจทำให้เราไม่สามารถติวสอบราชการและทำให้ตัวเองไม่สบายใจได้

เมื่อมีการติวสอบราชการใด ๆ ความเครียดนี้ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะกับเวลาที่เราใช้จ่ายในห้องสอบรอการเปิดเอกสารสอบและเริ่มต้นใช้งาน ความเครียดที่รุนแรงสามารถอยู่กับเราก่อนการติวสอบราชการเป็นวันปัจจุบันหรือสัปดาห์ก่อนการสอบจริง ไม่ต้องกังวลว่าช่วงเวลาแห่งความเครียดนี้จะเป็นช่วงเวลาของการติวสอบราชการเองหรือยังหลังจากการสอบเสร็จสิ้นแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราประเมินอย่างต่อเนื่องและกังวลเกี่ยวกับวิธีการที่เราได้ดำเนินการในภายหลัง

ในแง่นี้ฉันจะอยู่ในบทความนี้มีเทคนิคบางอย่างเพื่อช่วยลดความเครียดนี้ในช่วงก่อนระหว่างและหลังการติวสอบราชการ

ติวสอบราชการ

ให้แน่ใจได้อย่างถูกต้องและทำดีในช่วงต้นของการติวสอบราชการไม่มีอะไรที่เครียดมากไปกว่าการเดินเข้าไปในห้องสอบและรู้ว่าเรามีเราไม่ได้แก้ไขอย่างถูกต้อง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาฉันรู้เท่านั้นดีเกินไปความเครียดนี้อาจทำให้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนาทีสุดท้าย การปรับแผนอย่างถูกต้องการวางแผนและตารางเวลาสำหรับการตรวจติวสอบราชการของเราและการเริ่มต้นวันนี้แม้กระทั่งสัปดาห์ล่วงหน้าอาจหมายความว่าเราเดินเข้าไปในห้องติวสอบราชการเพื่อรู้สึกว่าเราได้ทำทุกอย่างที่เป็นไปได้และมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น

รายละเอียดเพิ่มเติม : www.sobradchakan.com

การเต้นรำเป็นคำที่บดบังสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวของท่วงท่าและการเคลื่อนไหวทางร่างกาย

23

รูปแบบทางวัฒนธรรมที่เป็นผลมาจากความคิดสร้างสรรค์ทางร่างกาย คือการเต้นรำเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงในงานศึกษาทางมานุษยวิทยา แต่คำว่าการเต้นรำเป็นคำที่บดบังสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวของท่วงท่าและการเคลื่อนไหวทางร่างกายของมนุษย์ ในหลายๆสังคม การเคลื่อนไหวร่างกายไม่อาจจัดประเภทเข้ากับแนวคิดของตะวันตก ในอดีตที่ผ่านมา นักมานุษยวิทยาที่สนใจเรื่องการเต้นรำทำการศึกษาการเคลื่อนไหวของเรือนร่างที่มีหลายลักษณะและเชื่อมโยงถึงระบบความเชื่อศาสนา พิธีกรรม ศิลปะการป้องกันตัว การละเล่น ระบบสัญลักษณ์ ความบันเทิง และกีฬา บริบททางสังคมเหล่านี้เป็นผลจากการคิดสร้างสรรค์ซึ่งเข้าไปจัดระเบียบท่าทางการเคลื่อนไหวของมนุษย์ การเคลื่อนไหวบางลักษณะอาจมีความซับซ้อนและใช้ประกอบกับการเล่นดนตรี

การเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นในทุกๆสังคม ระบบการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นระบบของความรู้ ซึ่งมีทั้งการแสดงท่าทาง และพื้นที่ที่ใช้แสดงท่าทาง เพื่อเป็นส่วนประกอบของกิจกรรมที่ใหญ่กว่า ระบบความรู้ของการเคลื่อนไหวร่างกายถูกกำกับด้วยวัฒนธรรมและสังคมโดยกลุ่มคนที่สะสมความรู้และสืบทอดกันมา ถึงว่าความรู้แบบนี้จะเป็นสิ่งที่ไม่ยืนนาน แต่การเคลื่อนไหวร่างกายก็มีระเบียบที่ชัดเจน ความรู้แบบนี้อาจเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ทางสังคมที่มองเห็นได้ด้วยตา

เป็นระบบของสุนทรียะที่ละเอียดอ่อน และอาจทำให้เข้าใจคุณค่าทางวัฒนธรรม การศึกษาการเคลื่อนไหวของร่างกายของกลุ่มคนในเชิงอุดมคติ เป็นการศึกษาที่ต้องการวิเคราะห์แบบแผนทางวัฒนธรรมและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ร่างกาย นอกจากนั้นยังเป็นการศึกษากระบวนการทางสังคมของกลุ่มคนบางกลุ่มในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และศึกษาลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวของร่างกายในแบบต่างๆเพื่อดูว่ามนุษย์ใช้ร่างกายส่วนใด

การเคลื่อนไหวร่างกายของคนพื้นเมือง อาจเป็นนิยามของระบบการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเฉพาะตัว และการเคลื่อนไหวก็จะถูกนิยามในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ชาวตะวันตกมีการเคลื่อนไหวหลายแบบ เช่น บัลเล่ต์ สแควร์แดนซ์วอลท์ซและร็อคแอนด์รอลล์ การเต้นรำแบบนี้ต่างไปจากการเล่นสเก็ตน้ำแข็ง เชียร์ลีดเดอร์ และ การประสานเสียงในศาสนาซึ่งอาจไม่ถูกมองว่าเป็นการเต้นรำ คำถามคือมีเงื่อนไขอะไร หรือท่าทางแบบใดที่ไม่อาจแยกประเภทของการเคลื่อนไหวเหล่านี้ออกจากกัน

การเต้นบัลเลต์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

houston_ballet_swanlake_sarawebb_artistsofhoustonballetบัลเลต์ (Ballet) เป็นการเต้นประเภทหนึ่งที่มีความอ่อนช้อย เดิมเป็นการแสดงในพระราชวังของฝรั่งเศส ภายหลังได้รับการพัฒนาให้เป็นการแสดงประกอบดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศสและรัสเซีย บัลเลต์ประกอบด้วยท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งใช้ความอ่อนตัวของผู้เต้นควบคู่กับดนตรีแนวคลาสสิก ต่อมาได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยแต่ละประเทศจะผสมผสานศิลปะและวัฒนธรรมประจำชาติเข้ากับการแสดงเพื่อความโดดเด่นของตัวเอง เมื่อบัลเลต์ได้รับความนิยมมากขึ้นจึงก่อให้เกิดโรงเรียนสอนเต้นบัลเลต์ตามมา แม้กระทั่งในประเทศไทยก็มีหลายสถาบันเปิดสอนการเต้นบัลเลต์ ปัจจุบันการเต้นบัลเลต์จัดเป็นกิจกรรมที่พ่อแม่นิยมให้ลูกเรียนเพราะสามารถพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กได้ ทั้งยังช่วยให้เด็กมีท่าเดินที่สง่างาม หากปฏิบัติเป็นประจำเด็กจะมีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริงแจ่มใส และกล้าแสดงออก นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กรักเสียงเพลงตั้งแต่วัยเยาว์ และเป็นการปูพื้นฐานการเต้นให้พวกเขาก่อนจะเลือกเรียนเต้นประเภทอื่น

องค์ประกอบสำคัญของบัลเลต์มีอยู่ด้วยกันสองอย่างคือ การเต้น และดนตรี ซึ่งโดยปกติดนตรีมักจะเกิดขึ้นก่อน แล้วผู้คิดท่าทางเต้นจึงคิดท่าทางต่างๆให้เข้ากับดนตรี ซึ่งผู้ประพันธ์เพลงจะประพันธ์เพลงเป็นเนื้อเรื่องในลักษณะของดนตรีที่บรรยายเรื่องราวไว้ ดนตรีบัลเล่ต์จึงจัดเป็นดนตรีอีกประเภทหนึ่งที่น่าศึกษา มีลักษณะคล้ายๆกับโอเปรา คือการนำดนตรีไปรวมกับศิลปะแขนงอื่นๆ ในบางครั้งบทเพลงประเภทนี้นำไปบรรเลงโดยไม่ใช่การเต้นบัลเล่ต์ประกอบ ดังนั้นจึงมีลักษณะเป็นเครื่องดนตรีบรรยายเรื่องราว เช่น ดนตรีประกอบการแสดงบัลเล่ต์ แบบโมเดิร์นดานซ์ เรื่อง Appalachian Spring ของคอปแลนด์ ซึ่งต่อมามีผู้นิยมนำมาบรรเลงโดยไม่มีการแสดงประกอบแต่ประการใด ดนตรีบัลเล่ต์ จะมีลักษณะคล้ายซิโฟนิคโพเอม คือ ใช้วงออร์เคสตร้าบรรเลง โดยมีหลายตอนตามเรื่องที่ใช้ในการเต้นเป็นสื่อในการเสนอเรื่องราว

ในการเต้นบัลเลต์ รองเท้านับเป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญ ดังนั้นการเต้นแต่ละครั้งควรใส่รองเท้าบัลเลต์เพื่อความปลอดภัยขณะเต้นเพื่อสร้างความเพลิดเพลินระหว่างเต้นบัลเลต์ เราควรเปิดเพลงประกอบ ขณะเดียวกันควรกำหนดระยะเวลาในการเต้น และควรเพิ่มระยะเวลาขึ้นตามลำดับ เพราะการฝึกบ่อยๆจะช่วยลดโอกาสในการบาดเจ็บจากความผิดพลาด ทำให้เราเต้นได้เก่ง และยังมีสุขภาพแข็งแรง

การเต้นรำเสริมสร้างความฉลาดให้กับลูก

วิธีการเสริมสร้างความฉลาดให้กับลูกรักนั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นไม้บล็อก การทำอาหาร กิจกรรมศิลปะ รวมถึงการเล่นดนตรี และการเต้นรำ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ “การเต้นรำ” ถือเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายที่เด็กๆ ชอบและตอบสนองต่อพัฒนาการของเด็กมากที่สุด เพราะโดยธรรมชาติของเด็กเมื่อได้ยินเสียงเพลง หรือจังหวะที่เร้าใจ เด็กจะตอบสนองโดยการเต้นและโยกย้ายตัวไปมา นอกจากการเต้นรำจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เด็กๆ ได้รับความสนุกสนานแล้วยังส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กๆ ไปพร้อมกันด้วย ดังนี้

1. ด้านร่างกาย เด็กๆ จะได้เคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน ได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อใหญ่ นอกจากนี้ยังช่วยให้เรื่องของการสูบฉีดโลหิต การคลายตัวของกล้ามเนื้อ รวมทั้งการพัฒนาสมอง เพราะสมองจะหลั่งสารเอ็นโดรฟิน (Endorphin) ซึ่งถือว่าเป็นสารที่มีความสุขออกมาอีกด้วย

2. ด้านอารมณ์ เด็กๆ จะได้รับความสนุกสนาน ได้เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเร็วและช้า ซึ่งจังหวะช้าช่วยให้เด็กผ่อนคลายและให้ความรู้สึกสงบ ส่วนจังหวะเร็วจะช่วยให้เด็กรู้สึกกระฉับบกระเฉง สดชื่นแจ่มใส

3. ด้านสังคม เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น การเป็นผู้นำ ผู้ตาม การแบ่งปัน รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและช่วยเรื่องการปรับตัวในการเข้าสังคมสำหรับของเด็กที่ขี้อายอีกด้วย

4. ด้านสติปัญญา เด็กได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ เช่น ความจำในท่าทางการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวะ พื้นที่และเวลา รวมทั้งในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการอีกด้วย

ศิลปะการร่ายรำของไทยที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

8รำไทยเป็นการแสดงประเภทหนึ่งของนาฏศิลป์ไทย มีเอกลักษณ์การร่ายรำโดยการเคลื่อนไหวประกอบกับเสียงดนตรีด้วยลีลาที่อ่อนช้อยและสอดคล้องกลมกลืนกันระหว่างส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะมือ แขน เท้า และลำตัว มีบทขับร้องด้วยหรือไม่ก็ได้ มีผู้แสดงตั้งแต่ 1-2 คนขึ้นไป แบ่งประเภทเป็นการรำเดี่ยว รำคู่ หรือรำหมู่ แต่งกายตามรูปแบบของการแสดง ท่ารำจะเชื่อมโยงต่อเนื่องกันและเป็นสื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจและลึกซึ้งถึงอารมณ์ของผู้แสดงได้ เพลงรำมีทั้งเร็วและช้า ทั้งนี้ สามารถแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นการรำพื้นเมืองจากทางภาคใดด้วย การเรียนรำไทยถือว่าเป็นการช่วยเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปะอันมีค่าของชนชาติไทยให้สืบต่อไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาด้านสมาธิ กล้าแสดงออก เป็นคนมีระเบียบ ร่าเริง จิตใจเยือกเย็น เรียนรู้วิธีร่วมงานกับผู้อื่น และที่สำคัญเห็นได้ชัดคือ การรำไทยช่วยเสริมสร้างให้มีบุคลิกทรวดทรงที่งดงามและสมดุลกัน

นาฏศิลป์ไทยยังได้รับอิทธิพลแบบแผนตามแนวคิดจากต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย ถือเป็นอิทธิพลสำคัญต่อแบบแผนการสืบสานและถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทยจนเกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบแผนการเรียน การฝึกหัด จารีต ขนบธรรมเนียมมาจนถึงปัจจุบัน บรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทยได้สันนิษฐานว่า อารยธรรมทางศิลปะด้านนาฏศิลป์ของอินเดียนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมันกรุงศรีอยุธยาตารมประวัติการสร้างเทวาลัยศิวะนาฏราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นระยะที่ไทยเริ่มก่อตั้งกรุงสุโขทัย ดังนั้นท่ารำไทยที่ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการแก้ไขปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในกรุงรัตนโกสินทร์ จนนำมาสู่การประดิษฐ์ท่าร่ายรำและละครไทยมาจนถึงปัจจุบัน

เอกลักษณ์ของการฟ้อนรำไทยของทุกภาคจะแตกต่างกันบ้างก็อยู่ที่การใช้มือใช้แขน ภาคเหนือกับภาคกลางนั้นละม้ายคล้ายคลึงกันมาก ไม่ยกมือยกแขนต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป อยู่ในระดับศีรษะเป็นอย่างสูงสุดไม่เกินกว่านั้น ส่วนภาคใต้นั้นยกมือให้สูงเกินศีรษะขึ้นไปได้ ขาที่ย่อลงไปก็ย่อต่ำกว่าภาคกลางและภาคเหนือมาก และต้องอาศัยการฝึกหัดให้มีกำลังขาที่แข็งจริงๆจึงจะทำได้ นักฟ้อนรำในภาคอีสานนั้นดูจะรำตามสบายยิ่งกว่าภาคอื่นแม้จะอยู่ในสามัญลักษณะเช่นเดียวกัน การกระทบจังหวะด้วยการย่อขาลงหรือยุบนั้นมีน้อยกว่าในภาคอื่นและจะนานๆครั้ง ไม่ลงทุกจังหวะ แต่ดั้งเดิมมานั้นการใช้แขนแตกต่างกันระหว่างผู้ฟ้อนรำที่เป็นผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ชายนั้นใช้สองแขนรำได้ แต่ผู้หญิงมักจะ ใช้แขนรำอยู่ข้างเดียว อาจจะเป็นแขนใดแขนหนึ่งก็ได้ ถ้าออกแขนขวารำก็เอาแขนซ้ายบังหน้าอกไว้ หรือถ้าออกแขนซ้ายรำก็ใช้แขนขวานั้นบังหน้าอกไว้ เป็นการแสดงออกถึงความสำรวมของสตรีเพศที่จะต้องปิดบังอวัยวะต่างๆของตนให้มิดชิด

วิชาการเต้นรำเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์

สาขาวิชาการเต้นรำเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ ที่เคลื่อนไปตามจังหวะหรือเสียงดนตรี การเต้นรำมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่ของความบันเทิงและบทบาทในเชิงวัฒนธรรม ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่เต้นรำเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่จริงๆ แล้วการเต้นรำมีต้นกำเนิดมาจากการเต้นประกอบพิธีกรรมสมัยโบราณ คอร์สนี้ไม่ได้สอนแค่การฝึกปฏิบัติด้านการเต้นเท่านั้น แต่คุณยังจะได้เรียนทฤษฎีความเชื่อมโยงระหว่างการเต้นกับอัตลักษณ์เฉพาะตัวของสังคมนั้นๆ ตั้งแต่การเต้นรำของชนเผ่าแอฟริกัน ไปจนถึงการแสดงในโรงละครตามวิถีแบบตะวันตก

หากคุณหลงใหลในการศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ รักเสียงดนตรี และชื่นชอบการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรม การเรียนเต้นรำก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณ

สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับคอร์สนี้คือ การเต้นรำต้องเคลื่อนไหวร่างกายค่อนข้างเยอะและต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้เรียนจะรู้แค่เรื่องจังหวะอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงด้วย นักเต้นที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเหมาะอย่างยิ่งกับสาขาวิชานี้ เพราะในหลักสูตรผู้เรียนจะต้องเรียนการออกแบบท่าเต้นด้วย

นอกจากเรียนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว ผู้เรียนยังจะต้องเรียนรู้ถึงต้นกำเนินของการเต้นรำแต่ละประเภท คนที่สนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการเต้นรำ จะเรียนสาขาวิชานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกสนาน

นักศึกษาส่วนใหญ่มักจบไปมีอาชีพเป็นนักเต้น ขึ้นแสดงบนเวทีตามงานอีเวนท์หรือโชว์ต่างๆ งานในลักษณะนี้ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก และใช้ทักษะเฉพาะตัวสูง พวกเขาจึงได้รับค่าตอบแทนสูงเช่นกัน นักเต้นที่ทำงานใน London’s West-end มีรายได้สูงถึง 700 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (ประมาณ 33,000 บาท) ทั้งนี้รายได้อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่คุณทำงาน

นอกจากนี้ยังพบว่ามีบัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่ทำงานเป็นครูสอนเต้น ทั้งในสถาบันสอนเต้นโดยเฉพาะ และสถาบันการศึกษาทั่วไป นักเต้นที่มีความสามารถและจบการศึกษาระดับปริญญา มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากมาย บริษัทใหญ่ๆ อย่างเช่น The Royal Ballet Company และ Northern Dance มองหาบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์ด้านการเต้น มาร่วมทีมกับพวกเขาเพิ่มเติมอยู่เสมอ หรือหากไม่ต้องการทำงานด้านการเต้นโดยตรง ก็อาจจะผันตัวไปทำงานในแผนกประชาสัมพันธ์ หรือ แผนกการตลาด ให้กับองค์กรที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการเต้นและการแสดงอื่นๆ

เด็กๆหันมาเรียนเต้นรำกันมากขึ้น

“สังคมก้มหน้า” วัฒนธรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบัน เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อผู้คนในยุคของสังคมแห่งการเรียนรู้ ความสนใจของเด็กกับเทคโนโลยีเป็นพฤติกรรมที่พ่อแม่ผู้ปกครองยอมรับว่ารับรู้ไว เรียนรู้เร็ว และมักตามมาด้วยข้อกังวลเกรงลูกจะติดเกม ติดแท็บเล็ต บั่นทอนต่อการเรียนและสุขภาพร่างกาย

การสรรหากิจกรรมทางเลือกให้แก่เด็กๆ เป็นทางออกหนึ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองยินยอมพร้อมใจจะส่งเสริมให้บุตรหลานได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยแลกมาด้วยเวลาว่างของผู้ปกครองที่สูญหายไป

กิจกรรมการเต้นสามารถตอบความต้องการให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไปสามารถสมัครเรียนบัลเลต์ ในขณะที่ผู้ปกครองสามารถเลือกใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองไปพร้อมๆ กันกับกิจกรรมเสริมสุขภาพที่สตูดิโอสามารถจัดคลาสรองรับทั้งการเต้นในรูปแบบต่างๆ และโยคะ ส่วนในระดับวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่แสวงหาความเป็นตัวตน ต้องการการยอมรับจากสังคมสูง ทุกวันนี้การเต้นเป็นกิจกรรมที่วัยรุ่นหันมาสนใจเพราะสามารถนำไปใช้ในการแสดงความสามารถในเวทีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการมีทักษะการเต้นที่ถูกแบบแผนนอกจากช่วยเสริมบุคลิกภาพ กล้าแสดงออก ทั้งยังส่งเสริมให้มีวินัย เคารพกฎ มีความจำดี ตลอดจนบำบัดโรคสมาธิสั้นในวัยเด็กและอัลไซเมอร์ในวัยผู้ใหญ่ได้อีกด้วย เพราะการเต้นจะมีจังหวะทำให้ต้องคิดตามไปตลอดในขณะเต้น

“การเต้น หรือโยคะ เป็นการฝึกสมาธิ ทำให้ร่างกายตอบสนองร่างกายได้ดีขึ้น เด็กบางคนมีปัญหาเรื่องหลังค่อม บางคนมาใหม่ๆ มองใต้ผมม้าตนเอง เมื่อมาเรียนจะรู้ว่าต้องยืนอย่างไร หันหน้าทางไหน การให้ทางผู้เต้นร่วมห้อง และมารยาทที่เหมาะสม จังหวะไหนต้องทำอย่างไร เด็กจะถูกฝึกให้คิดตาม และต้องแยกประสาทสัมผัสประสาทมือประสาทเท้า จังหวะกระโดดต้องหมุนหรือไม่ ทำให้เขาต้องคิดทุกขณะ เป็นการอยู่กับตนเอง เพราะคนปัจจุบันค่อนข้างอยู่กับคนอื่นและเทคโนโลยีมาก ไม่ได้มีเวลาทบทวนตนเอง การที่เราได้นิ่งๆ กับตัวเองทำให้เรามีเวลาทบทวนตนเอง มีสมาธิเยอะขึ้น”

ตลาดกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตรองรับคนรุ่นใหม่ สังเกตจากรายการโทรทัศน์ต่างๆ เริ่มมีเวทีประกวดความสามารถมากขึ้น โรงเรียนมีกิจกรรมมากขึ้น หากเทียบเป็นสัดส่วนเด็กในวัยเรียนได้เรียนเต้นเพียงร้อยละ 20 เพราะฉะนั้นตลาดยังไปได้อีกมาก และยังมีกลุ่มวัยผู้ใหญ่ที่เริ่มมองหากิจกรรมสันทนาการให้แก่ตนเองเพื่อสุขภาพและความบันเทิง หรือเพื่อเข้าสังคม เพราะฉะนั้นตลาดกำลังโต เราก็ต้องพร้อมที่จะโตไปกับตลาด

ลีลาศเป็นการเคลื่อนไหวให้เข้ากับจังหวะดนตรีด้วยลีลาอันงดงาม

ลีลาศ เป็นกิจกรรมที่ผู้คนชื่นชอบกันมาก เพราะลีลาศ มีลีลาเต้นรำที่สวยงามพลิ้วไหวไปกับเสียงเพลง ทั้งอ่อนหวานหรือเร้าอารมณ์ ลีลาศ ช่วยให้ผู้เต้นได้ความสนุกสนาน เติมเต็มจังหวะให้กับคนต่างวัยได้ไม่น้อยทีเดียว นอกจากนี้การเต้นลีลาศมีประโยชน์อีกมากมาย ถ้าคุณที่ยังไม่เคยเต้นลีลาศ อาจเปลี่ยนใจหันมาเต้นลีลาศก็เป็นได้

ลีลาศเป็นการเคลื่อนไหวให้เข้ากับจังหวะดนตรีด้วยลีลาอันงดงาม โดยปกติจะเป็นการเต้นระหว่างผู้ชายและผู้หญิง เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ที่เกิดมากว่า 1,000 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวอังกฤษเป็นผู้พัฒนาและปรับปรุงมาเป็นลำดับจนเป็นการเต้นลีลาศ หรือ ballroom dance ซึ่งเป็นได้ทั้งกิจกรรมทางสังคมเพื่อความบันเทิง มิตรภาพ บุคลิกภาพ และสุขภาพ

และกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในแง่ของกีฬา ความเพลิดเพลินในเสียงเพลงและลีลาการเต้นรำ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็เข้ามาสัมผัสได้ การลีลาศช่วยคลายเครียดได้ เพราะขณะเต้นอยู่กับคู่ ต้องใช้สมาธิและจิตใจร่วมกัน ถ้าจิตใจครุ่นคิดอยู่กับงานหรือสิ่งอื่น ไม่ทันฟังเสียงดนตรี ก็ไม่สามารถจับจังหวะได้ อาจเหยียบเท้าคู่เต้น

การเรียนการสอน นอกจากเรียนจากตำรา มีอาจารย์สอนแล้ว ยังมีวิดีโอดูเพื่อช่วยสอนด้วย สำหรับคนเริ่มต้นแค่รองเท้าบางเบา ไม่จำเป็นต้องเป็นรองเท้าลีลาศ ส้นไม่ต้องสูงมาก ยิ่งอายุสูงส้นรองเท้ายิ่งต้องลดลง คือไม่ควรเกิน 2 นิ้ว ส่วนเด็กๆก็จะมีกฎออกมาว่า ไม่เกิน 1 นิ้ว

สำหรับการฝึกซ้อม เสื้อผ้าสวมสบาย ผู้หญิงก็นุ่งกางเกงได้ หากลงฟลอร์เต้นจริง ถ้าในบรรยากาศสบายๆ ผู้ชายแค่เชิ้ตกับกางเกง ผู้หญิงเป็นชุดกระโปรงที่ให้ความคล่องตัวพอสมควรก็ได้ ไม่แคบ หรือยาว จนเกินไป แต่กระโปรงผ้าทิ้งเล็กน้อยก็ช่วยให้มือสมัครเล่นดูมีลีลาขึ้นทันตา

ฟลอร์เต้นรำมักเป็นพื้นไม้ เพราะพื้นรองเท้าลีลาศเป็นหนังดิบ จะไม่ลื่นหรือฝืดเกินไป ในการฝึกฝนจังหวะพื้นๆ ง่ายๆ ใช้เวลาสัก 1 ถึง 2 สัปดาห์ก็จะเต้นเป็น จังหวะง่ายๆอย่าง วอลทซ์ ช่าช่าช่า จะเป็นเร็วหน่อย กลุ่ม คนที่สนใจลีลาศ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัยผู้ใหญ่ถึงผู้สูงอายุ และเป็นผู้หญิงส่วนมาก ซึ่งสามารถเดินเข้าไปฝึกฝนคนเดียวได้ โดยทางชมรมหรือโรงเรียนสอนจะมีครูฝึก หรือคู่เต้นให้

เรียนการเต้น cover dance

“Cover Dance” หรือ “การเต้นโคฟเวอร์” คือการนำเพลงและการเต้นของศิลปิน ที่เราชื่นชอบมา COVER ใหม่ หรือจะพูดแบบง่ายๆก็คือ “การเต้นเลียนแบบศิลปินที่เราชื่นชอบ” … การเต้นโคฟเวอร์ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของการเต้น โดยลักษณะการเต้นจะเน้นให้เหมือนกับศิลปินต้นฉบับ พยายามเต้นออกมาให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว นักเต้นโคฟเวอร์ จะมีความสนใจ ความชื่นชอบ ในตัวของศิลปินที่ตนเองเลียนแบบ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

สิ่งที่เรียนการเต้นcover dance คือ การเต้นเลียนแบบศิลปินไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม แต่ที่นิยมอยู่ในตอนนี้คงหนีไม่พ้นเกาหลี ซึ่งในปัจจุบันการเต้นcover ศิลปินเกาหลีเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก การเต้นประเภทนี้เป็นการเต้น Hip Hop และ Poppin ผสมผสานเข้าด้วยกัน เป็นการฝึกสมาธิให้กับผู้เรียน สามารถเต้นได้ทุกวัย ไม่จำกัดเพศและอายุ เป็นการเต้นที่มีความสร้างสรร และเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราได้กล้าแสดงออกและมีเพื่อนใหม่
วิธีเรียน

จากกระแสนิยมเกาหลีฟีเวอร์ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตวัยรุ่นไทย เริ่มจากที่ดู music video ของวงที่ชอบ ดูซ้ำไปซ้ำมาจึงคิดว่า “อยากเต้นแบบนั้นได้บ้างจัง ทำยังไงดีน้า “ แรกๆแค่เต้นตามเล่นๆ เฉพาะบางท่าที่ง่ายๆ หรือท่อนฮุค ต่อมาเมื่อเต้นหลายเพลงเข้า รู้สึกทั้งสนุกและชอบมาก จึงอยากเต้นท่าอย่างมีแบบแผน

โลกของinternet มีอิทธิพลเช่นกัน websiteที่ข้าพเจ้าเข้าบ่อยที่สุดคงไม่พ้น www.youtube.com เว็บนี้ใช้searchหาเพลงที่ชอบ ดูที่เป็น music video ก่อนเพื่อให้ทำนองคุ้นหู จากนั้นดูแบบ live เพื่อแกะท่าเต้นคร่าวๆ แล้วจึงหาแบบ mirror , dance , cover , step dance หรือ tutorial ไว้แกะท่าเต้นทุกท่า

บางคนอาจคิดว่านี่เป็นเริ่องไร้สาระและเสียเวลา แต่สำหรับคนที่ชอบอย่างข้าพเจ้าแล้ว นี่เป็นวิธีการลดความเครียดที่ได้ผลมาก เป็นงานอดิเรกในยามว่างจึงไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่เสียเวลาแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังเป็นการออกกำลังกาย ได้ทั้งสุขภาพทางกายและทางจิตใจอีกด้วย

แกะท่าและเต้นให้เพื่อนๆดู ผลคือเพื่อนๆชอบและอยากให้ข้าพเจ้าแกะท่าเพลงอื่นๆที่ออกมาใหม่อีก เมื่อแกะหลายเพลงเข้า ท่ายากที่เมื่อก่อนเต้นไม่ได้ตอนนี้สามารถทำได้แล้ว ข้าพเจ้าจึงมีความคิดที่จะcoverเพลงต่อไปอย่างมีความสุข

ข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์
– เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
– ฝึกความอดทนและความพยายาม การแกะท่าเต้นเพลงใหม่แรกๆยากมากเพราะทำนองยังไม่คุ้นหู บางคนเต้นพลาดตลอด จับจังหวะยังไม่ได้ไม่ได้ก็ล้มเลิกไปซะแล้ว แต่ถ้ามีความอดทน ใจเย็น เราก้สามารถเต้นได้ตามแบบ
– ฝึกความสามัคคี ในการเต้นcover แทบทุกเพลงจะเป็นทีมจึงต้องมีความสามัคคี นัดแนะกันว่าใครจะเต้นตามใคร ใครออกท่าไหนท่อนไหน โดยเฉพาะท่อนฮุคที่ต้องมีความพร้อมเพรียงมาก
– ต้องเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี คนที่ชอบเต้นcoverเหมือนกันสามารถทำความรู้จักกันได้ง่ายเพราะชอบสิ่งที่เหมือนกัน จึงมักรวมกลุ่มกันในยามว่างทำให้ได้เพื่อนใหม่อยู่เสมอ

การเต้น Cover Dance นั้น มีส่วนช่วยสนับสนุนให้บรรดาเยาวชนของชาติ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีที่จะเกิดในทีม … หยาดเหงื่อ ร้อยยิ้ม และน้ำตาแห่งมิตรภาพ ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ความทุ่มเท ในการฝึกซ้อม ตลอดจนผลงานต่างๆ เป็นสิ่งที่พวกเขาเหล่าชาวโคฟจะได้รับ … นอกจากนี้การเต้น Cover ยังเป็นเสมือนจุดเริ่มต้น สำหรับเด็กๆบางคน ผู้มีความฝันที่อยากจะเป็นนักเต้นอาชีพ … ประสบกาณ์ต่างๆที่พวกเค้าได้รับ จากการเต้น Cover จะเป็นพื้นฐานที่จะช่วยต่อเติมความฝันของพวกเค้าต่อไปในอนาคต

Hip-Hop Style พัฒนามาจากการเต้นเบรกแด๊นซ์ที่ได้รับความนิยม

การเต้น Hip Hop เป็นการเต้นตามจังหวะของดนตรี Hip Hop

ซึ่งลักษณะที่สำคัญของดนตรีประเภทนี้จะเป็นการร้อง การพูด การแร็ป (Rap) ซึ่งประกอบกับดนตรีอีเล็คโทรนิกและเครื่องเคาะจังหวะประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นเพลงที่มีจังหวะที่เร็วปานกลางถึงเร็วมาก ดังนั้นท่าทางของการเคลื่อนไหวจึงเป็นการเต้นที่เร็ว มีการหยุด การกระตุกของร่างกายในแต่ละส่วน หรือการ locking การย่อขาและโยกตัวตัวขึ้น-ลง และการกระโดดไปตามจังหวะเพลง โดยผู้เต้นจะเต้นเน้นจังหวะตามจังหวะของกลองและเสียงกีตาร์เบส มีการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ และกิริยาอาการต่างๆในชีวิตประจำวันของคนเราแล้วนำมาปรับเปลี่ยนเป็นท่าเต้นท่าต่างๆเพื่อความหลากหลายมากขึ้น

Hip Hop เกิดขึ้นในแหล่งบร๊อค์ส เมืองนิวยอร์ค พัฒนามาจากการเต้นเบรกแด๊นซ์ที่ได้รับความนิยมในปีทศวรรษ 1970 การเต้นฮิปฮอปได้รับการพัฒนาให้มีท่าที่ง่ายและมีความคิดสร้างสรรค์ได้มากขื้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีฮิปฮอปครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1990 ท่าการเต้นจะเน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว การเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหัน การย่อตัวขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งยังเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกายทีละสัดส่วนอย่างชัดเจนจึงทำให้ท่าเต้นเป็นที่น่าสนใจ การเต้นฮิปฮอปยังต้องอาศัยการแต่งตัวและทัศนคติ เพลงฮิปฮอปส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงของจังหวะในแต่ละเพลงค่อนข้างมากจึงทำให้สามารถสร้างท่าที่มีความขัดแย้งน่าสนใจ

การเต้น Hip-Hop Style

เป็นการเต้นที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก การเต้นฮิพฮอพเกิดจากการเต้นตามแนวดนตรีสไตล์ฮิพฮอพที่กำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 70 การเต้นฮิพฮอพเป็นการเต้นที่ไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนาท่าเต้นต่อไปเรื่อยๆตามความสนุกสนาน เนื้อหาและจังหวะของเพลงเต้นในแต่ละเพลง สมัยนี้ส่วนใหญ่การเต้นฮิพฮอพ จะเป็นการเต้นที่เร็ว สำหรับคนที่ไม่เคยเรียนเต้นมาก่อน ก็ไม่ต้องกลัว เพราะมีตั้งแต่คอร์ส เบสิกให้เริ่ม แล้วถ้ายิ่งเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์โอ๊ยสบายสามารถนำไปประยุกตคิดท่าเต้นได้เองเลย ทั้งได้เจอเพื่อนใหม่ และยังได้ออกกำลังกายดีไม่ดีอาจได้ร่วมผลงานกับศิลปินถ้าเก่งไปกว่านั้นอีกก็อาจจะได้เป็นนักร้องเลยทีเดียว

การที่การเต้นประเภท Hip Hop กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็วในกลุ่มวัยรุ่นของไทย จึงทำให้สถาบันสอนเต้นรำหลายสถาบันในประเทศเพิ่มการเต้น Hip Hop เข้าไว้เป็นหนึ่งในวิชาที่เปิดสอนของสถาบันนั้นๆ จึงยิ่งเป็นการทำให้การเต้นประเภทนี้แพร่ขยายไปเร็วขึ้นอีก ถึงแม้ว่าการเรียน Hip Hop จะเริ่มได้ตั้งแต่อายุประมาณ 8-9 ปี แต่กลุ่มนักเรียน Hip Hop ในประเทศไทยมักจะเริ่มตั้งแต่เด็กวัยรุ่นอายุตั้งแต่ประมาณ 12-13 ปีเป็นต้นไปจนถึงวัยคนทำงาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงในงานกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนจัดขึ้น เพื่อต้องการเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน เพื่อการแข่งขันหรือการประกวดเต้นรำต่างๆ และเพื่อความสนุกสนาน รวมไปทั้งถือว่าเป็นการออกกำลังกายอีกประเภทหนึ่งด้วยเช่นกัน

การศึกษาและเรียนรู้สำหรับคนที่ชื่นชอบการเต้นรำหรือศิลปะที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว

การเต้นรำเป็นศิลปะที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวประกอบกับการแสดงความรู้สึก ประวัติของการเต้นรำส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดมาจากการที่คนพยายามที่จะเลียนแบบการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติหรือเกิดมาจากการเต้นรำที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนาเพื่อแสดงออกถึงความเชื่อของตนเองหรือของกลุ่ม การเคลื่อนไหวบางประเภทเกิดมาจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน อาทิเช่นการที่คนเราเคลื่อนไหวตามจังหวะเลียนแบบท่าทางในชีวิตประจำวันหรือใช้เครื่องมืออุปกรณ์การทำงานในแต่ละวันแทนเครื่องดนตรี

เป็นเวลาหลายร้อยปีที่รูปแบบและลักษณะของการเต้นรำค่อยๆ มีการพัฒนาและในปัจจุบันได้รับความนิยมไปทั่วโลก เช่น แอฟริกัน แด๊นซ์ เบลลี่ แด๊นซ์ หรือ ระบำหน้าท้อง และแอฟโฟร แคริบเบียน เป็นต้น การเต้นบางประเภทก็ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเคลื่อนไหวและผสมผสานกับเทคนิคการเต้นรำสมัยใหม่ จนในที่สุดได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น นิวยอร์ก ซัลซ่า อาร์เจนทีน่า แทงโก้ ซู๊ค และ ฟลามิงโก้ เป็นต้นการเต้นรำเป็นภาษาที่ไม่ต้องใช้คำพูดโดยใช้การแสดงออกจากการผสมผสานการเคลื่อนไหวกับดนตรี การเรียนรู้การเต้นรำประเภทต่าง ๆ จากรอบโลกจะช่วยทำให้คุณสามารถเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ของคนจากประเทศนั้น ๆ  ได้เป็นอย่างดี การเรียนเต้นรำจะช่วยเปิดโลกทัศน์ของคุณให้กว้างขึ้นและเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

การเต้นรำสามารถช่วยให้คุณสามารถแสดงออกในความเป็นตัวเองให้ความสุขพลังและทำให้รู้สึกคลายเครียดสบายการฝึกการเต้นรำอยู่เป็นประจำจะช่วยพัฒนาสุขภาพทั้งทางด้านจิตใจและร่างกายจึงทำให้คุณมีรูปร่างที่ดีแข็งแรงและสามารถดูเด็กอยู่เสมออีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้พบปะเพื่อนและสังคมใหม่ๆ

ประโยชน์ของการเรียนเต้นรำ

การเต้นรำนอกจากเป็นกิจรรมยามว่างที่มีประโยชน์อย่างแรง แล้ว การเต้นรำ ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพแข็งแรงและไม่เพียงเท่านั้น การเต้นรำ ยังถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ใครหลาย ๆ คนมีความสุขอีกด้วยนะคะ เหมือนคำที่หลาย ๆ คนมักจะติดปากว่า ห่างไกลยาเสพติดชีวิตเป็นสุข ฉะนั้นการหากิจกรรมดี ๆ ยามว่างก็ช่วยได้เยอะเลย แล้้วเชื่อว่าการเต้นรำน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเลยนะคะ ไม่ว่าคุณจะเลือกการเต้นรำแบบไหนก็ตามทีสิ่งเหล่านี้ช่วยสุขภาพดีได้อย่าง แน่นอนค่ะ และวันนี้เราก็มีประโยชน์ของการเต้นรำมาฝากอีกด้วยค่ะ

– อารมณ์ดี : จากการศึกษาพบว่า การได้ฝึกฝีเท้ากับท่าเต้นรำจะช่วยให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้นและมีความพึงพอ ใจ เพราะมีการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข เส้นประสาทได้ผ่อนคลายและเสียงดนตรีก็สกัดกั้นไม่ให้ฮอร์โมนแห่งความเครียด กรายใกล้

– สมอง : การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น ท่าเต้นรำจะช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและรับสถานการณ์กะทันหันได้ สมองเป็นตัวเร่งและในขณะเดียวกันก็พัฒนาและเชื่อมโยงเส้นประสาทนอกจากนี้ การได้เคลื่อนไหวร่างกายก็จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีที่สมองจึงไม่น่าแปลกใจ ที่กีฬาช่วยให้อ่อนเยาว์ได้

– หัวใจ : การเต้นรำช่วยให้หลอดเลือดและหัวใจแข็งแรงและจากการศึกษาของนักวิชาการ ชาวอิตาเลียนพบว่า การเต้นรำดีกว่าการขึ่จักรยานเพราะการหายใจลึก ๆ จะช่วยให้ออกซิเจนเข้าไปในเลือดมากขึ้นและการเต้นของหัวใจระดับกลาง (120-150) ขณะเต้นรำดีสำหรับอวัยวะที่สำคัญที่สุดของเรา

– กล้ามเนื้อ : คุณรู้สึกตึงต้นคอและไหล่มั้ยการเต้นรำจะช่วยให้บริเวณหลังแข็งแรงและช่วยให้หลังเหยียดและผ่อนคลาย

– กระเพาะปัสสาวะ : การอยู่ในท่าตรงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อขาและกล้ามเนื้อหลังเป็นการป้องกันกระเพาะปัสสาวะอ่อนแอ

– ระบบภูมิคุ้มกัน : การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นการกระตุ้นเซลล์นักฆ่าให้ทำงานอย่างว่องไวในการต่อสู้กับไวรัสและแบคทีเรีย

– กระดูก : จากการศึกษาของนักวิชาการชาวอเมริกันพบว่า การเคลื่อนไหวด้านข้างอย่างแทงโก้หรือท่าเต้นอื่น ๆ จะช่วยให้ร่างกายรับน้ำหนักตัวได้ดีป้องกันโรคกระดูกพรุนที่กระดูกต้นขาและ น่องอีกทั้งยังช่วยให้ข้อต่อยืดหยุ่นอีกด้วย

– ลดน้ำหนัก : การเต้นรำช้า ๆ อย่างรัมบ้า ช่วยในการเผาผลาญประมาณ 300 แคลอรี/ชั่วโมง การเต้นรำเร็วระดับปานกลางเผาผลาญได้ประมาณ 420 แคลอรี/ชั่วโมง หรือหากเต้นรำจังหวะเร็วสามารถเผาผลาญได้ประมาณ 600 แคลอรี/ชั่วโมง

– สง่างาม : การเต้นรำช่วยให้มีความสามารถในการทรงตัวและมีท่วงท่าสง่างาม ช่วยให้การเคลื่อนไหวเร็วขึ้นและนุ่มนวลขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงจากการหก